บทที่ 5 สรุปผลการอภิปราย งานวิจัยปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่6
โรงเรียนสงวนหญิงประกอบด้วย
1) สรุปผลการดำเนินงานการวิจัย
2) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
3)ผลวิเคราะห์สถานภาพทางครอบครัว
สรุปผลการวิจัย ปรากฏดังนี้
งานวิจัยศึกษาปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสงวนหญิง คณะผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่มีสถานภาพต่างกันในด้าน เพศของนักเรียนด้านอิทธิพลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านสุขภาพ รายได้และอาชีพของผู้ปกครองต่อการ เลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
3. เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจในการเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
ซึ่งในการศึกษาหาผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่างที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โรงเรียนโรงเรียนสงวนหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน50 ชุด และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D สามารถสรุปได้ดังนี้
ตอนที่ 1ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมีทั้งหมด 50คน คิดเป็นร้อยละ 100 เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 0 จำนวน 0คนเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 100 จำนวน 50คน
แสดงมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า
มหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้ามากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 38
จำนวน 19 คน รองลงมาคือ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน รองลงมาคือ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเป็นร้อยละ 18 จำนวน 9 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ
คิดเป็นร้อยละ 6 จำนวน 3 คน มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดเป็นร้อยละ 4 จำนวน 2 คน มหาวิทยาลัยมหิดล คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน
1 คน มหาวิทยาลัยศิลปากร คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน และ ตามลำดับ
ตอนที่ 3ผลวิเคราะห์สถานภาพทางครอบครัวพบว่า
แสดงสถานภาพทางครอบครัวของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
เมื่อจำแนกตามสถานภาพครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มี บิดา-มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ64จำนวน 32 คนบิดา-มารดาหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 24 จำนวน 12 คนและบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต หรือทั้งคู่ คิดเป็นร้อยละ 12 จำนวน 6 คน
เมื่อจำแนกรายได้หลักของครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้หลักมาจากบิดามารดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00 จำนวน 50 คน รองลงมาคือ หัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 0 จำนวน 0 คน สามี/ภรรยา คิดเป็น 0 จำนวน 0 คน และ ลุง/ป้า/น้า/อา คิดเป็นร้อยละ0 จำนวน 0 คน
เมื่อจำแนกตามความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวแบ่ง3ข้อ พบว่า คือ
เมื่อจำแนกตามครอบครัวของท่านมีรายได้เป็นอย่างไร พบว่า รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62จำนวน 31คนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6 คนและรายรับมากกว่ารายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 26จำนวน 13 คน
เมื่อจำแนกตามหนี้สินของครอบครัวพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีหนี้สินระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 10 จำนวน 5 คน รองลงมาคือ มีน้อยคิดเป็นร้อยละ 56 จำนวน 28 คน มีมากคิดเป็นร้อยละ 6จำนวน 3 คน และไม่มีคิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน
เมื่อจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน 10000-20000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32 จำนวน 16 คน รองลงมาคือ 5000-10000 บาทคิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12 คน และ มากกว่า 30000บาท คิดเป็นร้อยละ28 จำนวน 14 คน และ น้อยกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16 จำนวน 8 คน
เมื่อจำแนกตามสถานภาพครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มี บิดา-มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ64จำนวน 32 คนบิดา-มารดาหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 24 จำนวน 12 คนและบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต หรือทั้งคู่ คิดเป็นร้อยละ 12 จำนวน 6 คน
เมื่อจำแนกรายได้หลักของครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้หลักมาจากบิดามารดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00 จำนวน 50 คน รองลงมาคือ หัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 0 จำนวน 0 คน สามี/ภรรยา คิดเป็น 0 จำนวน 0 คน และ ลุง/ป้า/น้า/อา คิดเป็นร้อยละ0 จำนวน 0 คน
เมื่อจำแนกตามความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวแบ่ง3ข้อ พบว่า คือ
เมื่อจำแนกตามครอบครัวของท่านมีรายได้เป็นอย่างไร พบว่า รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62จำนวน 31คนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6 คนและรายรับมากกว่ารายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 26จำนวน 13 คน
เมื่อจำแนกตามหนี้สินของครอบครัวพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีหนี้สินระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 10 จำนวน 5 คน รองลงมาคือ มีน้อยคิดเป็นร้อยละ 56 จำนวน 28 คน มีมากคิดเป็นร้อยละ 6จำนวน 3 คน และไม่มีคิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน
เมื่อจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน 10000-20000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32 จำนวน 16 คน รองลงมาคือ 5000-10000 บาทคิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12 คน และ มากกว่า 30000บาท คิดเป็นร้อยละ28 จำนวน 14 คน และ น้อยกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16 จำนวน 8 คน
3.ด้านสุขภาพ
อภิปรายผลการดำเนินการงานวิจัย
เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านสุขภาพ
ระดับมากที่สุดคือ4.ปัญหาโรคประจำตัวมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x=
1.10)และรองลงมา3.ปัญหาการออกเสียงมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x=
1.06)2.ปัญหาการได้ยินมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x=
1.02) 1.ปัญหาการมองเห็นมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
(x=
1.00)ตามลำดับ
ข้อเสนอแนะ
1. ควรจะเพิ่มระยะในการทำวิจัยให้มากกว่านี้
2. การทำวิจัยควรทำอย่างต่อเนื่อง
3. ในการทำวิจัยควรจะมีการวางแผนให้มากกว่านี้
1. ควรจะเพิ่มระยะในการทำวิจัยให้มากกว่านี้
2. การทำวิจัยควรทำอย่างต่อเนื่อง
3. ในการทำวิจัยควรจะมีการวางแผนให้มากกว่านี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น