วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 4

บทที่  4
ผลการดำเนินงาน
        งานวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลการดำเนินงานวิจัยดังนี้
       1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม
       2) การวิเคราะห์ความคิดเห็น
       3)สถานภาพทางครอบครัว มีรายละเอียดดังนี้

ตอนที่ 1 ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
ตารางที่ 4.1 แสดงจำนวนร้อยละปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
จำนวน = (N)
ร้อยละ %
เพศ
-หญิง
-ชาย

50
0

100
0
รวม
50
100
อายุ
-17ปี
-18ปี

23
27

46
54
รวม
50
100
แผนการเรียน
-วิทย์-คณิต
-ศิลป์-คำนวณ
-ศิลป์จีน
-ศิลป์ญี่ปุ่น
-ไทย-สังคม

10
10
10
10
10

20
20
20
20
20

50
100
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
-1.00-1.99
-2.00-2.99
-3.00-4.00


0
21
29

0
42
58
รวม
50
100



        จากตารางที่ 4.1 แสดงปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นนักเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
        เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 00 จำนวน 0 คน เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 100 จำนวน 50 คน
        เมื่อจำแนกตามอายุพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มี อายุ 17 ปี คิดเป็นร้อยละ 46จำนวน 23 คน อายุ18 ปี คิดเป็นร้อยละ 54 จำนวน 27คน
        เมื่อจำแนกตามการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม อยู่ในระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6แผนกการเรียน วิทย์-คณิตคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์คำนวณ คิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์จีนคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์ญี่ปุ่นคิดเป็นร้อยละ 20 จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ไทย-สังคมคิดเป็นร้อยละ 20 จำนวน 10 คน
        เมื่อจำแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีผลการเรียนอยู่ที่ 2.00-2.99 คิดเป็นร้อยละ 42 จำนวน 21 คน  3.00-4.00 คิดเป็นร้อยละ 58 จำนวน 29 คน

ตอนที่ 2 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย
ตารางที่ 4.1 มหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุด

รายชื่อมหาวิทยาลัย
จำนวน ( N=50 )
ร้อยละ%
1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9
18
2.มหาวิทยาลัยมหิดล
1
2
3.มหาวิทยาลัยศิลปากร
1
2
4.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
15
30
5.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19
38
6.มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ
3
6
7.มหาวิทยาลัยนเรศวร
2
4
รวม
50
100


        จากตารางที่ 4.1 แสดงมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
        เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้ามากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 38 จำนวน 19 คนรองลงมาคือ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน รองลงมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเป็นร้อยละ 18 จำนวน 9 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 6 จำนวน 3 คน มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดเป็นร้อยละ 4 จำนวน 2 คน มหาวิทยาลัยมหิดล คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน มหาวิทยาลัยศิลปากร คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน และ ตามลำดับ

ตาราง 4.2 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย xและส่วนเบี่ยงพิมพ์สมการที่นี่งเบนมาตรฐาน (S.D) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้านคิดเห็นของนักเรียนต่อ  มหาวิทยาลัย โดยภาพรวม

รายการประเมิน
ระดับความคิดเห็น
x
(S.D)
แปลผล
1.ข้าพเจ้ารู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้
4.22
0.74
มาก
2.ได้รับการแนะนำจากผู้ปกครอง
3.16
0.93
ปานกลาง
3.ได้รับการแนะนำจากเพื่อน
3.74
0.75
มาก
4.ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่
3.58
1.01
มาก
5.ได้รับการแนะนำจากครู
3.50
0.86
ปานกลาง
6.ได้รับข่าวสารข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากสื้อต่างๆ
3.28
0.88
ปานกลาง
7.พอใจกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัย
3.24
0.96
ปานกลาง
8.จบมาแล้วจะมีงานรองรับ
3.38
0.99
ปานกลาง
9.รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
3.36
0.90
ปานกลาง
10.กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในด้านดีเสมอ
3.57
0.79
มาก
11.ความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่าย
3.42
0.76
ปานกลาง
12.ข้าพเจ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้
3.34
0.69
ปานกลาง



        จากตารางที่ 4.2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (x= 4.22) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมากที่สุด คือ 1.รู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 4.22)
2.ได้รับการแนะนำจากเพื่อนมีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.74) 3.ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.58)4.กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในด้านดีเสมอมีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.57)          5.ได้รับการแนะนำจากครูมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.50)
6.ความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.42) 7.จบมาแล้วจะมีงานรองรับมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.38) 8.รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง                    (x= 3.36)9.ข้าพเจ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.34)10. ได้รับข่าวสารข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากสื้อต่างๆค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.28)11.พอใจกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.24)12.ได้รับการแนะนำจากผู้ปกครองมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.16)ตามลำดับ

ตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6ด้านความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยต่อผู้เข้าศึกษา
ปัจจัยการเลือกสถานศึกษา
ระดับความคิดเห็น
x
(S.D.)
แปลผล
1.ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
3.28
1.33
ปานกลาง
2.คุณภาพทางการศึกษา
2.86
1.26
ปานกลาง
3.การให้โค้วต้าล่วงหน้าก่อนaddmission
3.28
1.31
ปานกลาง
4.การประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัย
3.02
1.41
ปานกลาง
5.จำนวนบัณฑิตที่ได้ทำงาน
2.96
0.92
ปานกลาง
6.มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม
2.52
1.39
ปานกลาง
7.อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป
2.84
1.08
ปานกลาง
8.มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สังคม
3.08
1.07
ปานกลาง
9.หลักสูตรที่ปิดสอนมีความเหมาะสมและน่าสนใจ
3.22
1.09
ปานกลาง
10.สถานศึกษามีความสวยงาม
3.20
1.12
ปานกลาง
11.มีการจัดการบริการที่ดี
3.10
1.11
ปานกลาง
12.ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษา
3.06
1.13
ปานกลาง
          จากตารางที่ 4.3 กลุ่มตัวอย่างต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ย (x= 3.28)
           เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย ระดับมากที่สุดคือข้อ1.ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ย (x= 3.28) รองลงมาคือข้อ 3.การให้โค้วต้าล่วงหน้าก่อนaddmission มีค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.28) 9.หลักสูตรที่ปิดสอนมีความเหมาะสมและน่าสนใจค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.22) 10.สถานศึกษามีความสวยงามค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.20) 11.มีการจัดการบริการที่ดีค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.10) 8.มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สังคมค่าเฉลี่ยปานกลาง(x= 3.08) 12.ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษาค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.06) 4.การประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัยค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.02)         5.จำนวนบัณฑิตที่ได้ทำงานค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 2.96) 2.คุณภาพทางการศึกษาค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 2.86) 7.อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปค่าเฉลี่ยปานกลาง(x= 2.84) 6.มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 2.52) ตามลำดับ

ตารางที่ 4.4ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6ปัจจัยด้านสุขภาพ
รายการประเมิน
ระดับความคิดเห็น
x
(S.D.)
แปลผล

1.ปัญหาการมองเห็น
1.00
0.00
น้อยที่สุด
2.ปัญหาการได้ยิน
1.02
0.14
น้อยที่สุด
3.ปัญหาการออกเสียง
1.06
0.24
น้อยที่สุด
4.ปัญหาโรคประจำตัว
1.10
0.30
น้อยที่สุด
จากตารางที่ 4.4กลุ่มตัวอย่างปัจจัยด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุดมีค่าเฉลี่ย (x=1.10)
        เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านสุขภาพ ระดับมากที่สุดคือ4.ปัญหาโรคประจำตัวมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.10)และรองลงมา3.ปัญหาการออกเสียงมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด  (x= 1.06)2.ปัญหาการได้ยินมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.02)  1.ปัญหาการมองเห็นมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.00)ตามลำดับ



ตอนที่ 3 สถานภาพทางครอบครัว
ปัจจัยทางสถานภาพ
จำนวน (n=50)
ร้อยละ
1.      สถานภาพครอบครัว
-บิดา -มารดาอยู่ด้วยกัน
-บิดา-มารดา หย่าร้าง
-บิดา-มารดาคนหนึ่งเสียชีวิตหรือทั้งคู่

32
12
6

64
24
12
2.      รายได้หลักของครอบครัว
-หัวหน้าครอบครัว
-สามี/ภรรยา
-บิดา-มารดา
-บุตร/หลาน
-พี่น้อง
-ลุงป้าน้าอา


0
0
50
0
0
0

0
0
100
0
0
0
3.      ความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในครอบครัว
3.1   ครอบครัวของท่านมีรายได้เท่าไหร่
-รายรับมากกว่ารายจ่าย
-รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน
-รายรับน้อยกว่ารายจ่าย
3.2 ครอบครัวของท่านมีหนี้สินหรือไม่
     - ไม่มี
     -มีน้อย
     -มีปานกลาง
     -มีมาก



13
31
6

15
28
5
3



26
62
12

30
56
10
6
4.      รายได้ผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน
-น้อยกว่า 5000 บาท
-5000-10000 บาท
-10000-20000 บาท
-มากกว่า30000 บาท

8
12
16
14

16
24
32
28
          จากตารางที่ 4.1 แสดงสถานภาพทางครอบครัวของกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
          เมื่อจำแนกตามสถานภาพครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มี บิดา-มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ64จำนวน 32 คนบิดา-มารดาหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12คนและบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต หรือทั้งคู่ คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คน
          เมื่อจำแนกรายได้หลักของครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้หลักมาจากบิดามารดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00 จำนวน 50คน รองลงมาคือ หัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 0
จำนวน 0คน สามี/ภรรยา คิดเป็น0จำนวน 0คน และ ลุง/ป้า/น้า/อา คิดเป็นร้อยละ0จำนวน 0คน
        เมื่อจำแนกตามความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวแบ่ง3ข้อ พบว่า คือ
        เมื่อจำแนกตามครอบครัวของท่านมีรายได้เป็นอย่างไร พบว่า  รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62จำนวน 31คนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คนและรายรับมากกว่ารายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 26จำนวน 13คน
เมื่อจำแนกตามหนี้สินของครอบครัวพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีหนี้สินระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 10 จำนวน5คน รองลงมาคือ มีน้อยคิดเป็นร้อยละ 56จำนวน 28คน มีมากคิดเป็นร้อยละ 6จำนวน 3คน และไม่มีคิดเป็นร้อยละ 30จำนวน 15คน
เมื่อจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน 10000-20000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32จำนวน 16คน รองลงมาคือ 5000-10000 บาทคิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12 คน และ มากกว่า 30000บาท คิดเป็นร้อยละ28จำนวน 14คน และ น้อยกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16จำนวน 8คน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น