วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
รูปการนำเสนอโครงงาน
รูปการนำเสนอโครงงานเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
หัวข้องานวิจัย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
ชื่อคณะผู้วิจัย น.ส.พัชราภรณ์ เรืองทอง
น.ส.มานัสนันท์ มีอินทร์
น.ส.ณัฐสุดา เพ็งหาจิตต์
น.ส.สุธิดา หลิมทิพย์
กลุ่มสาระ การศึกษาค้นคว้าและหาองค์ความรู้
ปีการศึกษา 2556
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธำรงค์
จันทรอมรพร
อาจารย์ประจำวิชา อาจารย์ธเนศ บริสุทธิ์
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกตัดสินใจในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6ของโรงเรียนสงวนหญิง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6จำนวน5แผนการเรียนได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(simple
random sampling) จากจำนวนแผนการเรียน 5 แผน
เป็นจำนวนนักเรียน 366 คน จาก 5
แผนการเรียน จำนวนแผนการเรียนละ 10 คน เป็นจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ(rating scale) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (reliability) เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงบนมาตรฐาน โดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โปรแกรม Microsoft
Excel Stat12 Rating5Scale
ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยรายด้านจากน้อยไปหามาก
คือ ปัจจัยด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านเพื่อน
สรุปผลและวิจารณ์ จากการศึกษาพบว่าปัจจัยในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายอาทิเช่นปัจจัยด้านสถานภาพทางครอบครัวที่สามารถบ่งบอกถึงการส่งเสริมให้บุตรได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ด้านเพื่อนคือทำให้พบว่าเพื่อนมีอิทธิพลในการเลือกตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ
และส่วนด้านสุขภาพพบว่าผลของสุขภาพมีอิทธิพลต่อการเข้าศึกษาต่อในบางคณะของมหาวิทยาลัยทีได้กำหนดไว้
เช่น ความสูง น้ำหนัก เป็นต้น
กิตติกรรมประกาศ
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดีโดยได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างยิ่งจากคุณครูธำรง
จันทรอมรพร และคุณครูธเนศ บริสุทธิ์ ที่ได้ให้คำปรึกษา
ข้อเสนอแนะตลอดจนตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ถูกต้องด้วยดีมาตลอด
และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ทำให้งานวิจัยฉบับนี้
มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้นคณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
คณะผู้วิจัย
บทที่ 1
บทที่1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัฒน์และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งในการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงของยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่เป็นนักศึกษาที่มีคุณภาพหรือมีความสามารถทั้งทางด้านวิชาการและทางปฏิบัติ
เพื่อให้ตามทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก
สถานศึกษาต่างๆจึงจัดหลักสูตรเพื่อเน้นให้นักเรียนมีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต(ไพฑูรย์ สินลารัตน์ 2549:1)ซึ่งการที่นักเรียนจะมีความสมบูรณ์ในด้านต่างๆครบทุกด้านนั้น
จะต้องใช้การตัดสินใจในการเลือกในด้านที่ตนเองชอบแล้วเลือกที่จะศึกษาต่อในสาขานั้น
ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางครอบครัว และเพื่อน
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็ต้องสมบูรณ์ไปด้วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้
คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต (ธีระศักดิ์ พรมฉาย 2552:9)
ซึ่งส่งผลการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
การที่นักเรียนจะมีความรู้ความสามารถในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพนักเรียนต้องเริ่มจากการฝึกฝนทักษะโดยเริ่มจากตนเอง
ได้แก่ ด้านร่างกาย ต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรง
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ด้านจิตใจ ต้องทำสุขภาพจิตให้แจ่มใสไม่เครียด
ด้านสติปัญญา และความรู้ต้องมีความกระตือรือร้น
ฝึกสังเกตสิ่งต่างๆรอบข้างเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆอยู่เสมอ
ด้านคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนจะต้องมีประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านวัฒนธรรม
นักเรียนต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีจิตใจที่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอันจะทำให้นักเรียนมีความสมบูรณ์ครบทุกด้านตามหลักสูตรที่สถานศึกษากำหนดไว้
และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อออกไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต
จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้มีการจัดทำโครงงานวิจัย
เรื่อง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนสงวนหญิง เพื่อนำผลของการวิจัยมาใช้แก้ไขและพัฒนาต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
สมมุติฐานการวิจัย
1.ครอบครัวมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6
2.เพื่อนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6
3.สุขภาพมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6
ขอบเขตการวิจัย
กลุ่มประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนสงวนหญิง จาก5แผนการเรียนห้องละ
10 คนจำนวน50 คน
กลุ่มตัวอย่าง
เป็นนักเรียนทุกแผนการเรียนจำนวน 5 แผน เช่น 6/1 ,6/3,6/5,6/6,6/7
ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย
ในแต่ละแผนการเรียนทั้ง 5 แผน แผนละ 1
ห้อง ห้องละ 10 คน
ตัวแปรต้น ครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ
ฐานะทางครอบครัว เพื่อน
ตัวแปรตาม
เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทำให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจ
ทั้งแบบสอบถาม และแบบสำรวจ
มีปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุด
2. สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสำรวจไปเผยแพร่และเอาไปใช้ประโยชน์ในสถานศึกษาไป
นิยามศัพท์เฉพาะ
1.
ฐานะทางครอบครัว หมายถึงรายได้ของบิดามารดารวมกันในแต่ละเดือนหรือรายได้ของผู้ปกครองที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย
แบ่งเป็น 3 ระดับ
ได้แก่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ
ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวปานกลางและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสูง
2.
เพื่อน หมายถึง ผู้ที่รักใครชอบพอกันแล้วกระทำความดีต่อกัน
เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่เลือกเพศวัย ความรู้ชาติ ศาสนา ผู้ร่วมธุระ
ผู้อยู่ในสภาพ ลักษณะเดียวกัน
3.
สุขภาพหมายถึงระดับของประสิทธิภาพเชิงการทำงานของสิ่งมีชีวิตสำหรับมนุษย์นั้นโดยทั่วไปและตามนิยามขององค์การอนามัยโลกหมายถึงสภาวะอันสมบูรณ์ของภาวะทางกาย
จิต จิตวิญญาณ
และสังคมของบุคคลอันมิได้หมายถึงความปราศจากโรคหรือความบกพร่องเพียงอย่างเดียวแม้นิยามนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในประเด็นของความไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนหรือประเด็นปัญญาที่ตามมาจากการใช้คำว่า
"สมบูรณ์" ก็ตามแต่ก็ยังเป็นนิยามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดอยู่
4.
นักเรียน หมายถึง ผู้ศึกษาในสถานศึกษาทั้งหมดในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา
บทที่ 2
บทที่2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในบทนี้เป็นการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โดยสรุปถึงเนื้อหาของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ดังนี้
1)
ความหมายของมหาวิทยาลัย
2) ประเภทของมหาวิทยาลัย
3) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
4) แนวคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
2) ประเภทของมหาวิทยาลัย
3) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
4) แนวคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
5)ฐานะทางครอบครัว
ความหมายของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย หมายถึงสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลากหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตรอนุปริญญาหรือปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
วิทยาลัยหมายถึง สถานที่ที่มีวิทยาการมหาแปลว่ายิ่งใหญ่คำว่ามหาวิทยาลัยจึงหมายถึงสถานที่ที่มีวิทยาการที่ยิ่งใหญ่
ประเภทของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.มหาวิทยาลัยของรัฐบาล สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ มหาวิทยาลัยรัฐ คือสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับอุดหนุนงบประมาณส่วนใหญ่จากรัฐโดยผ่านรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น
ในประเทศไทยหมายถึงสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (เดิมคือทบวงมหาวิทยาลัย) ประกอบด้วยทั้ง มหาวิทยาลัยจำกัดรับในระบบราชการ เช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ฯลฯ มหาวิทยาลัยจำกัดรับนอกระบบราชการ (สถาบันอุดมศึกษาในกำกับขอรัฐบาล) เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี,๒๕๕๕:ออนไลน์)
2.มหาวิทยาลัยของเอกชน
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน คือสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดทำการเรียนการสอนภายใต้การบริหารของหน่วยงานเอกชน
ในประเทศไทยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา การวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม โดยหลักสูตรที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนนั้นหลังจากได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วจะส่งหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถบรรจุเข้ารับราชการในอัตราเงินเดือนเทียบเท่ากับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
วิธีการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพการเตรียมตัวก่อนไปเรียนนักศึกษาควรจะต้อง
- จัดหนังสือและสมุดตามตารางเรียนให้ครบ
- เตรียมเครื่องมือการเรียนให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ปากกาลบคำผิดและอื่นๆ
- ถ้ายังไม่ง่วงจนเกินไปก็ควรเปิดตำราอ่านก่อนล่วงหน้า เพราะจะทำให้เราทราบว่าวิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาตื่นนอนตอนเช้าจะได้รู้สึกสดชื่นสมองปลอดโปร่ง เมื่อถึงเวลาที่เราเข้าฟังการบรรยายในห้องเรียนสิ่งที่เราควร
วัตถุประสงค์ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
1. เพื่อแสวงความรู้ที่มีอย่างไม่สิ้นสุดในโลกนี้
2. รายได้เฉลี่ยของผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
3. ผู้จบมหาวิทยาลัยได้งานที่ดีกว่า ทั้งลักษณะงานบรรยากาศการทำงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้รับ
4. อัตราผู้ว่างงานที่ไม่จบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้เรียนจบมหาวิทยาลัย
5. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งรายได้ระหว่างผู้ที่จบมหาวิทยาลัยกับผู้ไม่จบมหาวิทยาลัยแตกต่างกันมากในระยะยาวยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น
6. ผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้น้อยเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยสามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้มากแต่ไม่เรียนจบมหาวิทยาลัย
7. การทำงานในระดับสูงจำเป็นต้องมีความรู้ระดับสูงและความรู้นั้นมีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้นการจะเป็นผู้นำหรือเอาชนะผู้อื่นได้ต้องมีความรู้ที่สูงกว่าหรือมากกว่า
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปซึ่งมีอยู่ 3 ประการได้แก่
1. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
2. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
3. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
แนวความคิดที่ ๑สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
มหาวิทยาลัยถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลาตามแนวความคิดที่ ๑ นี้เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้นกล่าวคือ เป็นการอบรมให้นิสิตนักศึกษามีความเป็นปัญญาชน มีความรอบรู้สามารถพิจารณาทั้งกรณีโลกและกรณีธรรมและสามารถใช้สติปัญญาคิดอ่านโดยชอบธรรมหากนิสิตนักศึกษาพิจารณาแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแต่อย่างใด
ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ได้ให้ความหมายของคำว่า “ศิลปวิทยา” ไว้ หมายถึง ศิลปะและวิชาการ จึงเห็นได้ว่าถ้อยคำดังกล่าวมิได้หมายความเพียงความรู้ทางด้านศิลปะหรือความรู้ทางด้านวิชาการแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องประกอบไปด้วยความรู้ทั้งทางด้านศิลปะและด้านวิชาการเข้าด้วยกันจึงจะเป็นความรู้ในศิลปะวิทยาที่สมบูรณ์
แนวความคิดที่ ๒วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
นอกจากมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแล้วมหาวิทยาลัยยังมีบทบาทที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ศิลปวิทยามีความก้าวหน้าและแตกฉานยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วยโดยมหาวิทยาลัยต้องกลั่นกรองจากการพิจารณาพลวัตในวิวัฒนาการของความคิดและกิจกรรมของบุคคลสถาบัน และกลไกที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาในระยะยาวโดยมีการสรุปและประมวลผลว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมหาวิทยาลัยยังขาดตกบกพร่องในทางศิลปวิทยาอย่างไรบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป
แนวความคิดที่ ๓อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
การให้บริการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยถือได้ว่าเป็นการอำนวยประโยชน์อย่างหนึ่งให้แก่สังคมโดยตรงได้เช่นกันกล่าวคือ ทำให้ประชาชนในประเทศมีความรู้สูงขึ้นในระดับปัญญาชนเมื่อประชาชนมีความรู้สูงขึ้นแล้ว การก่ออาชญากรรมก็ลดน้อยลงสังคมจะประกอบด้วยผู้มีความรู้เป็นจำนวนมากนำพาให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญและก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในทางกลับกัน ก็หาเป็นเช่นที่กล่าวข้างต้นเสมอไปไม่เนื่องจากเมื่อคนในสังคมมีความรู้สูงขึ้น แต่หากไม่มีจริยธรรมประจำตนแล้วก็จะหาความสงบและสันติในสังคมนั้นไม่ได้ มีการแก่งแย่งชิงดีเกิดขึ้นภายในสังคมก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวสูงและอาจเป็นที่มาของการเกิดคอรัปชั่นภายในบ้านเมืองนั้นๆ ได้เช่นกัน
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน คือสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดทำการเรียนการสอนภายใต้การบริหารของหน่วยงานเอกชน
ในประเทศไทยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา การวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม โดยหลักสูตรที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนนั้นหลังจากได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วจะส่งหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถบรรจุเข้ารับราชการในอัตราเงินเดือนเทียบเท่ากับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
วิธีการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพการเตรียมตัวก่อนไปเรียนนักศึกษาควรจะต้อง
- จัดหนังสือและสมุดตามตารางเรียนให้ครบ
- เตรียมเครื่องมือการเรียนให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ปากกาลบคำผิดและอื่นๆ
- ถ้ายังไม่ง่วงจนเกินไปก็ควรเปิดตำราอ่านก่อนล่วงหน้า เพราะจะทำให้เราทราบว่าวิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาตื่นนอนตอนเช้าจะได้รู้สึกสดชื่นสมองปลอดโปร่ง เมื่อถึงเวลาที่เราเข้าฟังการบรรยายในห้องเรียนสิ่งที่เราควร
วัตถุประสงค์ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
1. เพื่อแสวงความรู้ที่มีอย่างไม่สิ้นสุดในโลกนี้
2. รายได้เฉลี่ยของผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
3. ผู้จบมหาวิทยาลัยได้งานที่ดีกว่า ทั้งลักษณะงานบรรยากาศการทำงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้รับ
4. อัตราผู้ว่างงานที่ไม่จบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้เรียนจบมหาวิทยาลัย
5. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งรายได้ระหว่างผู้ที่จบมหาวิทยาลัยกับผู้ไม่จบมหาวิทยาลัยแตกต่างกันมากในระยะยาวยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น
6. ผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้น้อยเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยสามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้มากแต่ไม่เรียนจบมหาวิทยาลัย
7. การทำงานในระดับสูงจำเป็นต้องมีความรู้ระดับสูงและความรู้นั้นมีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้นการจะเป็นผู้นำหรือเอาชนะผู้อื่นได้ต้องมีความรู้ที่สูงกว่าหรือมากกว่า
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปซึ่งมีอยู่ 3 ประการได้แก่
1. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
2. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
3. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
แนวความคิดที่ ๑สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
มหาวิทยาลัยถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลาตามแนวความคิดที่ ๑ นี้เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้นกล่าวคือ เป็นการอบรมให้นิสิตนักศึกษามีความเป็นปัญญาชน มีความรอบรู้สามารถพิจารณาทั้งกรณีโลกและกรณีธรรมและสามารถใช้สติปัญญาคิดอ่านโดยชอบธรรมหากนิสิตนักศึกษาพิจารณาแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแต่อย่างใด
ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ได้ให้ความหมายของคำว่า “ศิลปวิทยา” ไว้ หมายถึง ศิลปะและวิชาการ จึงเห็นได้ว่าถ้อยคำดังกล่าวมิได้หมายความเพียงความรู้ทางด้านศิลปะหรือความรู้ทางด้านวิชาการแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องประกอบไปด้วยความรู้ทั้งทางด้านศิลปะและด้านวิชาการเข้าด้วยกันจึงจะเป็นความรู้ในศิลปะวิทยาที่สมบูรณ์
แนวความคิดที่ ๒วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
นอกจากมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแล้วมหาวิทยาลัยยังมีบทบาทที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ศิลปวิทยามีความก้าวหน้าและแตกฉานยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วยโดยมหาวิทยาลัยต้องกลั่นกรองจากการพิจารณาพลวัตในวิวัฒนาการของความคิดและกิจกรรมของบุคคลสถาบัน และกลไกที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาในระยะยาวโดยมีการสรุปและประมวลผลว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมหาวิทยาลัยยังขาดตกบกพร่องในทางศิลปวิทยาอย่างไรบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป
แนวความคิดที่ ๓อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
การให้บริการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยถือได้ว่าเป็นการอำนวยประโยชน์อย่างหนึ่งให้แก่สังคมโดยตรงได้เช่นกันกล่าวคือ ทำให้ประชาชนในประเทศมีความรู้สูงขึ้นในระดับปัญญาชนเมื่อประชาชนมีความรู้สูงขึ้นแล้ว การก่ออาชญากรรมก็ลดน้อยลงสังคมจะประกอบด้วยผู้มีความรู้เป็นจำนวนมากนำพาให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญและก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในทางกลับกัน ก็หาเป็นเช่นที่กล่าวข้างต้นเสมอไปไม่เนื่องจากเมื่อคนในสังคมมีความรู้สูงขึ้น แต่หากไม่มีจริยธรรมประจำตนแล้วก็จะหาความสงบและสันติในสังคมนั้นไม่ได้ มีการแก่งแย่งชิงดีเกิดขึ้นภายในสังคมก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวสูงและอาจเป็นที่มาของการเกิดคอรัปชั่นภายในบ้านเมืองนั้นๆ ได้เช่นกัน
11.
ฐานะทางครอบครัว
หมายถึงรายได้ของบิดามารดารวมกันในแต่ละเดือนหรือรายได้ของผู้ปกครองที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย
แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ
ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวปานกลางและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสูง
บทที่ 3
บทที่3
วิธีการดำเนินการวิจัย
งานวิจัยปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่
6โรงเรียนสงวนหญิงมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการโครงการดังนี้
1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ
3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
4) สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โรงเรียนสงวนหญิงมีจำนวนทั้งหมด 366คน
2. กลุ่มตัวอย่าง
โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6โรงเรียนสงวนหญิงจำนวน 50 คนจากนักเรียน 5แผนการเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ
ในการทำวิจัยครั้งนี้ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ
ตอนที่ 1ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ อายุ เพศ ระดับชั้นผลการเรียนโดยผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตามความเป็นจริง ( Check-list )
1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ
3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
4) สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โรงเรียนสงวนหญิงมีจำนวนทั้งหมด 366คน
2. กลุ่มตัวอย่าง
โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6โรงเรียนสงวนหญิงจำนวน 50 คนจากนักเรียน 5แผนการเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ
ในการทำวิจัยครั้งนี้ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ
ตอนที่ 1ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ อายุ เพศ ระดับชั้นผลการเรียนโดยผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตามความเป็นจริง ( Check-list )
ตอนที่
2เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยในการเลือกเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
แบ่งออกเป็น 3ตอน คือ 2.1มหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษามากที่สุด
2.2ความคิดเห็นของนักเรียนต่อมหาวิทยาลัย 2.3ปัจจัยในการเลือกสถานศึกษามีระดับประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของลิเคิร์ท(Likert Scales)
5 หมายถึงมากที่สุด
4 หมายถึง มาก
3 หมายถึง ปานกลาง
2 หมายถึง น้อย
1 หมายถึง น้อยที่สุด
ตอนที่ 2.4
ด้านอิทธิพลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจตอนที่ 2.5 ปัจจัยด้านสุขภาพ
ตอนที่
3สถานภาพทางครอบครัว ได้แก่สถานภาพครอบครัว
รายได้หลักของครอบครัวมาจากใครความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวรายได้ผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน
ตอนที่ 4ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้จัดทำได้ดำเนินการเก็บข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้อย่างเป็นขั้นตอนดังนี้
1. ผู้จัดทำทำการแจงแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30ชุดโดยให้ผู้ตอบ แบบสอบถามกรอกแบบสอบถามด้วยตนเอง
2. การเก็บรวบรวมแบบสอบถามผู้จัดทำได้เก็บรวบรวมแบบสอบถาม จำนวน50ชุด ด้วยตนเอง
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ทำการวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโดยใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ(Percentage) การหาค่าเฉลี่ย และการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ตอนที่ 4ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้จัดทำได้ดำเนินการเก็บข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้อย่างเป็นขั้นตอนดังนี้
1. ผู้จัดทำทำการแจงแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30ชุดโดยให้ผู้ตอบ แบบสอบถามกรอกแบบสอบถามด้วยตนเอง
2. การเก็บรวบรวมแบบสอบถามผู้จัดทำได้เก็บรวบรวมแบบสอบถาม จำนวน50ชุด ด้วยตนเอง
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ทำการวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโดยใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ(Percentage) การหาค่าเฉลี่ย และการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
บทที่ 4
บทที่ 4
ผลการดำเนินงาน
งานวิจัย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
มีผลการดำเนินงานวิจัยดังนี้
1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม
2) การวิเคราะห์ความคิดเห็น
1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม
2) การวิเคราะห์ความคิดเห็น
3)สถานภาพทางครอบครัว มีรายละเอียดดังนี้
ตอนที่ 1 ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
ตารางที่ 4.1
แสดงจำนวนร้อยละปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
|
จำนวน = (N)
|
ร้อยละ %
|
เพศ
-หญิง
-ชาย
|
50
0
|
100
0
|
รวม
|
50
|
100
|
อายุ
-17ปี
-18ปี
|
23
27
|
46
54
|
รวม
|
50
|
100
|
แผนการเรียน
-วิทย์-คณิต
-ศิลป์-คำนวณ
-ศิลป์จีน
-ศิลป์ญี่ปุ่น
-ไทย-สังคม
|
10
10
10
10
10
|
20
20
20
20
20
|
50
|
100
|
|
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
-1.00-1.99
-2.00-2.99
-3.00-4.00
|
0
21
29
|
0
42
58
|
รวม
|
50
|
100
|
จากตารางที่ 4.1 แสดงปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง
ซึ่งเป็นนักเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม
เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 00 จำนวน 0 คน เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 100 จำนวน 50
คน
เมื่อจำแนกตามอายุพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม
มี อายุ 17 ปี คิดเป็นร้อยละ 46จำนวน 23 คน อายุ18 ปี คิดเป็นร้อยละ 54 จำนวน 27คน
เมื่อจำแนกตามการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม อยู่ในระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6แผนกการเรียน วิทย์-คณิตคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
เมื่อจำแนกตามการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม อยู่ในระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6แผนกการเรียน วิทย์-คณิตคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์คำนวณ คิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10
คน
แผนกการเรียน ศิลป์จีนคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10
คน
แผนกการเรียน ศิลป์ญี่ปุ่นคิดเป็นร้อยละ 20 จำนวน 10
คน
แผนกการเรียน ไทย-สังคมคิดเป็นร้อยละ 20 จำนวน 10
คน
เมื่อจำแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีผลการเรียนอยู่ที่ 2.00-2.99 คิดเป็นร้อยละ 42 จำนวน 21
คน 3.00-4.00 คิดเป็นร้อยละ 58 จำนวน 29 คน
ตอนที่
2 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย
ตารางที่ 4.1
มหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุด
รายชื่อมหาวิทยาลัย
|
จำนวน ( N=50 )
|
ร้อยละ%
|
1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
|
9
|
18
|
2.มหาวิทยาลัยมหิดล
|
1
|
2
|
3.มหาวิทยาลัยศิลปากร
|
1
|
2
|
4.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
|
15
|
30
|
5.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
|
19
|
38
|
6.มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ
|
3
|
6
|
7.มหาวิทยาลัยนเรศวร
|
2
|
4
|
รวม
|
50
|
100
|
จากตารางที่ 4.1 แสดงมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม
ผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้ามากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 38 จำนวน 19 คนรองลงมาคือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน รองลงมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเป็นร้อยละ 18 จำนวน 9 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 6 จำนวน 3 คน มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดเป็นร้อยละ 4 จำนวน 2 คน มหาวิทยาลัยมหิดล คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน มหาวิทยาลัยศิลปากร คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน และ ตามลำดับ
เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้ามากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 38 จำนวน 19 คนรองลงมาคือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน รองลงมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเป็นร้อยละ 18 จำนวน 9 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 6 จำนวน 3 คน มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดเป็นร้อยละ 4 จำนวน 2 คน มหาวิทยาลัยมหิดล คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน มหาวิทยาลัยศิลปากร คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน และ ตามลำดับ
ตาราง
4.2 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย xและส่วนเบี่ยงพิมพ์สมการที่นี่งเบนมาตรฐาน
(S.D)
ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ด้านคิดเห็นของนักเรียนต่อ มหาวิทยาลัย โดยภาพรวม
รายการประเมิน
|
ระดับความคิดเห็น
|
||
x
|
(S.D)
|
แปลผล
|
|
1.ข้าพเจ้ารู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้
|
4.22
|
0.74
|
มาก
|
2.ได้รับการแนะนำจากผู้ปกครอง
|
3.16
|
0.93
|
ปานกลาง
|
3.ได้รับการแนะนำจากเพื่อน
|
3.74
|
0.75
|
มาก
|
4.ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่
|
3.58
|
1.01
|
มาก
|
5.ได้รับการแนะนำจากครู
|
3.50
|
0.86
|
ปานกลาง
|
6.ได้รับข่าวสารข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากสื้อต่างๆ
|
3.28
|
0.88
|
ปานกลาง
|
7.พอใจกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัย
|
3.24
|
0.96
|
ปานกลาง
|
8.จบมาแล้วจะมีงานรองรับ
|
3.38
|
0.99
|
ปานกลาง
|
9.รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
|
3.36
|
0.90
|
ปานกลาง
|
10.กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในด้านดีเสมอ
|
3.57
|
0.79
|
มาก
|
11.ความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่าย
|
3.42
|
0.76
|
ปานกลาง
|
12.ข้าพเจ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้
|
3.34
|
0.69
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 4.2 พบว่า
กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
มีค่าเฉลี่ย (x= 4.22) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมากที่สุด คือ 1.รู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 4.22)
2.ได้รับการแนะนำจากเพื่อนมีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.74) 3.ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่มีค่าเฉลี่ยระดับมาก
(x= 3.58)4.กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในด้านดีเสมอมีค่าเฉลี่ยระดับมาก
(x= 3.57) 5.ได้รับการแนะนำจากครูมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง
(x= 3.50)
6.ความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.42) 7.จบมาแล้วจะมีงานรองรับมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง
(x= 3.38) 8.รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.36)9.ข้าพเจ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง
(x= 3.34)10. ได้รับข่าวสารข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากสื้อต่างๆค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง
(x= 3.28)11.พอใจกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง
(x= 3.24)12.ได้รับการแนะนำจากผู้ปกครองมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง
(x= 3.16)ตามลำดับ
ตารางที่
4.3
ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่
6ด้านความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยต่อผู้เข้าศึกษา
ปัจจัยการเลือกสถานศึกษา
|
ระดับความคิดเห็น
|
||
x
|
(S.D.)
|
แปลผล
|
|
1.ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
|
3.28
|
1.33
|
ปานกลาง
|
2.คุณภาพทางการศึกษา
|
2.86
|
1.26
|
ปานกลาง
|
3.การให้โค้วต้าล่วงหน้าก่อนaddmission
|
3.28
|
1.31
|
ปานกลาง
|
4.การประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัย
|
3.02
|
1.41
|
ปานกลาง
|
5.จำนวนบัณฑิตที่ได้ทำงาน
|
2.96
|
0.92
|
ปานกลาง
|
6.มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม
|
2.52
|
1.39
|
ปานกลาง
|
7.อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป
|
2.84
|
1.08
|
ปานกลาง
|
8.มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สังคม
|
3.08
|
1.07
|
ปานกลาง
|
9.หลักสูตรที่ปิดสอนมีความเหมาะสมและน่าสนใจ
|
3.22
|
1.09
|
ปานกลาง
|
10.สถานศึกษามีความสวยงาม
|
3.20
|
1.12
|
ปานกลาง
|
11.มีการจัดการบริการที่ดี
|
3.10
|
1.11
|
ปานกลาง
|
12.ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษา
|
3.06
|
1.13
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 4.3 กลุ่มตัวอย่างต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ย
(x= 3.28)
เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย
ระดับมากที่สุดคือข้อ1.ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ย (x= 3.28) รองลงมาคือข้อ
3.การให้โค้วต้าล่วงหน้าก่อนaddmission
มีค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.28) 9.หลักสูตรที่ปิดสอนมีความเหมาะสมและน่าสนใจค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 3.22) 10.สถานศึกษามีความสวยงามค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 3.20) 11.มีการจัดการบริการที่ดีค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 3.10) 8.มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สังคมค่าเฉลี่ยปานกลาง(x= 3.08) 12.ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษาค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 3.06) 4.การประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัยค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 3.02) 5.จำนวนบัณฑิตที่ได้ทำงานค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 2.96) 2.คุณภาพทางการศึกษาค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 2.86) 7.อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปค่าเฉลี่ยปานกลาง(x= 2.84) 6.มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมค่าเฉลี่ยปานกลาง
(x= 2.52) ตามลำดับ
ตารางที่
4.4ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่
6ปัจจัยด้านสุขภาพ
รายการประเมิน
|
ระดับความคิดเห็น
|
||
x
|
(S.D.)
|
แปลผล
|
|
1.ปัญหาการมองเห็น
|
1.00
|
0.00
|
น้อยที่สุด
|
2.ปัญหาการได้ยิน
|
1.02
|
0.14
|
น้อยที่สุด
|
3.ปัญหาการออกเสียง
|
1.06
|
0.24
|
น้อยที่สุด
|
4.ปัญหาโรคประจำตัว
|
1.10
|
0.30
|
น้อยที่สุด
|
จากตารางที่ 4.4กลุ่มตัวอย่างปัจจัยด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุดมีค่าเฉลี่ย
(x=1.10)
เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านสุขภาพ
ระดับมากที่สุดคือ4.ปัญหาโรคประจำตัวมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.10)และรองลงมา3.ปัญหาการออกเสียงมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.06)2.ปัญหาการได้ยินมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
(x= 1.02) 1.ปัญหาการมองเห็นมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
(x= 1.00)ตามลำดับ
ตอนที่ 3 สถานภาพทางครอบครัว
ปัจจัยทางสถานภาพ
|
จำนวน
(n=50)
|
ร้อยละ
|
1. สถานภาพครอบครัว
-บิดา -มารดาอยู่ด้วยกัน
-บิดา-มารดา หย่าร้าง
-บิดา-มารดาคนหนึ่งเสียชีวิตหรือทั้งคู่
|
32
12
6
|
64
24
12
|
2. รายได้หลักของครอบครัว
-หัวหน้าครอบครัว
-สามี/ภรรยา
-บิดา-มารดา
-บุตร/หลาน
-พี่น้อง
-ลุงป้าน้าอา
|
0
0
50
0
0
0
|
0
0
100
0
0
0
|
3. ความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในครอบครัว
3.1 ครอบครัวของท่านมีรายได้เท่าไหร่
-รายรับมากกว่ารายจ่าย
-รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน
-รายรับน้อยกว่ารายจ่าย
3.2 ครอบครัวของท่านมีหนี้สินหรือไม่
- ไม่มี
-มีน้อย
-มีปานกลาง
-มีมาก
|
13
31
6
15
28
5
3
|
26
62
12
30
56
10
6
|
4. รายได้ผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน
-น้อยกว่า 5000 บาท
-5000-10000
บาท
-10000-20000 บาท
-มากกว่า30000 บาท
|
8
12
16
14
|
16
24
32
28
|
จากตารางที่ 4.1 แสดงสถานภาพทางครอบครัวของกลุ่มตัวอย่าง
ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
เมื่อจำแนกตามสถานภาพครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มี บิดา-มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ64จำนวน 32 คนบิดา-มารดาหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12คนและบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต หรือทั้งคู่ คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คน
เมื่อจำแนกรายได้หลักของครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้หลักมาจากบิดามารดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00 จำนวน 50คน รองลงมาคือ หัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 0
เมื่อจำแนกตามสถานภาพครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มี บิดา-มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ64จำนวน 32 คนบิดา-มารดาหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12คนและบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต หรือทั้งคู่ คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คน
เมื่อจำแนกรายได้หลักของครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้หลักมาจากบิดามารดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00 จำนวน 50คน รองลงมาคือ หัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 0
จำนวน 0คน สามี/ภรรยา คิดเป็น0จำนวน
0คน และ ลุง/ป้า/น้า/อา คิดเป็นร้อยละ0จำนวน
0คน
เมื่อจำแนกตามความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวแบ่ง3ข้อ พบว่า คือ
เมื่อจำแนกตามครอบครัวของท่านมีรายได้เป็นอย่างไร พบว่า รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62จำนวน 31คนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คนและรายรับมากกว่ารายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 26จำนวน 13คน
เมื่อจำแนกตามหนี้สินของครอบครัวพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีหนี้สินระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 10 จำนวน5คน รองลงมาคือ มีน้อยคิดเป็นร้อยละ 56จำนวน 28คน มีมากคิดเป็นร้อยละ 6จำนวน 3คน และไม่มีคิดเป็นร้อยละ 30จำนวน 15คน
เมื่อจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน 10000-20000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32จำนวน 16คน รองลงมาคือ 5000-10000 บาทคิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12 คน และ มากกว่า 30000บาท คิดเป็นร้อยละ28จำนวน 14คน และ น้อยกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16จำนวน 8คน
เมื่อจำแนกตามความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวแบ่ง3ข้อ พบว่า คือ
เมื่อจำแนกตามครอบครัวของท่านมีรายได้เป็นอย่างไร พบว่า รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62จำนวน 31คนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คนและรายรับมากกว่ารายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 26จำนวน 13คน
เมื่อจำแนกตามหนี้สินของครอบครัวพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีหนี้สินระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 10 จำนวน5คน รองลงมาคือ มีน้อยคิดเป็นร้อยละ 56จำนวน 28คน มีมากคิดเป็นร้อยละ 6จำนวน 3คน และไม่มีคิดเป็นร้อยละ 30จำนวน 15คน
เมื่อจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน 10000-20000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32จำนวน 16คน รองลงมาคือ 5000-10000 บาทคิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12 คน และ มากกว่า 30000บาท คิดเป็นร้อยละ28จำนวน 14คน และ น้อยกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16จำนวน 8คน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







