วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสงวนหญิง

อาจารย์ที่ปรึกษา

                                                          อาจารย์ ธเนศ  บริสุทธิ์                                                                                                                            

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รูปการนำเสนอโครงงาน

รูปการนำเสนอโครงงานเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6             






วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วีดีโอนำเสนอความคิดเห็น

       วีดีโอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา                                                                                                                                     

                                                                                                                                              

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ
หัวข้องานวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
ชื่อคณะผู้วิจัย          ..พัชราภรณ์           เรืองทอง
                                น..มานัสนันท์           มีอินทร์
                                น..ณัฐสุดา               เพ็งหาจิตต์
                                น..สุธิดา                  หลิมทิพย์
กลุ่มสาระ                การศึกษาค้นคว้าและหาองค์ความรู้
ปีการศึกษา             2556     
อาจารย์ที่ปรึกษา     อาจารย์ธำรงค์          จันทรอมรพร
อาจารย์ประจำวิชา   อาจารย์ธเนศ            บริสุทธิ์
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกตัดสินใจในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6ของโรงเรียนสงวนหญิง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6จำนวน5แผนการเรียนได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(simple random sampling) จากจำนวนแผนการเรียน 5 แผน เป็นจำนวนนักเรียน 366 คน จาก 5 แผนการเรียน จำนวนแผนการเรียนละ 10 คน เป็นจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ(rating scale) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (reliability) เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงบนมาตรฐาน โดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โปรแกรม Microsoft Excel Stat12 Rating5Scale
ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยรายด้านจากน้อยไปหามาก คือ ปัจจัยด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านเพื่อน

สรุปผลและวิจารณ์ จากการศึกษาพบว่าปัจจัยในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายอาทิเช่นปัจจัยด้านสถานภาพทางครอบครัวที่สามารถบ่งบอกถึงการส่งเสริมให้บุตรได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ด้านเพื่อนคือทำให้พบว่าเพื่อนมีอิทธิพลในการเลือกตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ และส่วนด้านสุขภาพพบว่าผลของสุขภาพมีอิทธิพลต่อการเข้าศึกษาต่อในบางคณะของมหาวิทยาลัยทีได้กำหนดไว้ เช่น ความสูง น้ำหนัก เป็นต้น

กิตติกรรมประกาศ

กิตติกรรมประกาศ
          งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดีโดยได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างยิ่งจากคุณครูธำรง จันทรอมรพร และคุณครูธเนศ  บริสุทธิ์  ที่ได้ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะตลอดจนตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ถูกต้องด้วยดีมาตลอด และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ทำให้งานวิจัยฉบับนี้ มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้นคณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

คณะผู้วิจัย

บทที่ 1

บทที่1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัฒน์และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างรวดเร็ว รวมทั้งในการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงของยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่เป็นนักศึกษาที่มีคุณภาพหรือมีความสามารถทั้งทางด้านวิชาการและทางปฏิบัติ เพื่อให้ตามทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก สถานศึกษาต่างๆจึงจัดหลักสูตรเพื่อเน้นให้นักเรียนมีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต(ไพฑูรย์  สินลารัตน์ 2549:1)ซึ่งการที่นักเรียนจะมีความสมบูรณ์ในด้านต่างๆครบทุกด้านนั้น จะต้องใช้การตัดสินใจในการเลือกในด้านที่ตนเองชอบแล้วเลือกที่จะศึกษาต่อในสาขานั้น ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ  ฐานะทางครอบครัว และเพื่อน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็ต้องสมบูรณ์ไปด้วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต (ธีระศักดิ์  พรมฉาย 2552:9) ซึ่งส่งผลการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
การที่นักเรียนจะมีความรู้ความสามารถในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพนักเรียนต้องเริ่มจากการฝึกฝนทักษะโดยเริ่มจากตนเอง ได้แก่ ด้านร่างกาย ต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ด้านจิตใจ ต้องทำสุขภาพจิตให้แจ่มใสไม่เครียด ด้านสติปัญญา และความรู้ต้องมีความกระตือรือร้น ฝึกสังเกตสิ่งต่างๆรอบข้างเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆอยู่เสมอ ด้านคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนจะต้องมีประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านวัฒนธรรม นักเรียนต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีจิตใจที่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอันจะทำให้นักเรียนมีความสมบูรณ์ครบทุกด้านตามหลักสูตรที่สถานศึกษากำหนดไว้ และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  เพื่อออกไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต
จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้มีการจัดทำโครงงานวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง เพื่อนำผลของการวิจัยมาใช้แก้ไขและพัฒนาต่อไป




วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
สมมุติฐานการวิจัย
1.ครอบครัวมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2.เพื่อนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
3.สุขภาพมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ขอบเขตการวิจัย
กลุ่มประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จาก5แผนการเรียนห้องละ 10 คนจำนวน50 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนทุกแผนการเรียนจำนวน 5 แผน เช่น 6/1 ,6/3,6/5,6/6,6/7
ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ในแต่ละแผนการเรียนทั้ง  5 แผน แผนละ 1 ห้อง ห้องละ 10 คน
ตัวแปรต้น     ครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางครอบครัว เพื่อน
ตัวแปรตาม
เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.      ทำให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจ ทั้งแบบสอบถาม และแบบสำรวจ มีปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุด
2.      สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสำรวจไปเผยแพร่และเอาไปใช้ประโยชน์ในสถานศึกษาไป





นิยามศัพท์เฉพาะ
1.      ฐานะทางครอบครัว หมายถึงรายได้ของบิดามารดารวมกันในแต่ละเดือนหรือรายได้ของผู้ปกครองที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวปานกลางและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสูง
2.      เพื่อน หมายถึง ผู้ที่รักใครชอบพอกันแล้วกระทำความดีต่อกัน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่เลือกเพศวัย ความรู้ชาติ ศาสนา ผู้ร่วมธุระ ผู้อยู่ในสภาพ ลักษณะเดียวกัน
3.      สุขภาพหมายถึงระดับของประสิทธิภาพเชิงการทำงานของสิ่งมีชีวิตสำหรับมนุษย์นั้นโดยทั่วไปและตามนิยามขององค์การอนามัยโลกหมายถึงสภาวะอันสมบูรณ์ของภาวะทางกาย จิต จิตวิญญาณ และสังคมของบุคคลอันมิได้หมายถึงความปราศจากโรคหรือความบกพร่องเพียงอย่างเดียวแม้นิยามนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในประเด็นของความไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนหรือประเด็นปัญญาที่ตามมาจากการใช้คำว่า "สมบูรณ์" ก็ตามแต่ก็ยังเป็นนิยามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดอยู่
4.      นักเรียน หมายถึง ผู้ศึกษาในสถานศึกษาทั้งหมดในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา




บทที่ 2

บทที่2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในบทนี้เป็นการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โดยสรุปถึงเนื้อหาของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ดังนี้
 1) ความหมายของมหาวิทยาลัย
             2) ประเภทของมหาวิทยาลัย
            3) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
           4) แนวคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
 5)ฐานะทางครอบครัว

ความหมายของมหาวิทยาลัย
        มหาวิทยาลัย หมายถึงสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลากหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตรอนุปริญญาหรือปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
        วิทยาลัยหมายถึง สถานที่ที่มีวิทยาการมหาแปลว่ายิ่งใหญ่คำว่ามหาวิทยาลัยจึงหมายถึงสถานที่ที่มีวิทยาการที่ยิ่งใหญ่
ประเภทของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
        1.มหาวิทยาลัยของรัฐบาล สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ มหาวิทยาลัยรัฐ คือสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับอุดหนุนงบประมาณส่วนใหญ่จากรัฐโดยผ่านรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น
        ในประเทศไทยหมายถึงสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (เดิมคือทบวงมหาวิทยาลัย) ประกอบด้วยทั้ง มหาวิทยาลัยจำกัดรับในระบบราชการ เช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ฯลฯ มหาวิทยาลัยจำกัดรับนอกระบบราชการ (สถาบันอุดมศึกษาในกำกับขอรัฐบาล) เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี,๒๕๕๕:ออนไลน์)
        
2.มหาวิทยาลัยของเอกชน
        สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน คือสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดทำการเรียนการสอนภายใต้การบริหารของหน่วยงานเอกชน
        ในประเทศไทยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา การวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม โดยหลักสูตรที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนนั้นหลังจากได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วจะส่งหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถบรรจุเข้ารับราชการในอัตราเงินเดือนเทียบเท่ากับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
        วิธีการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพการเตรียมตัวก่อนไปเรียนนักศึกษาควรจะต้อง
        - จัดหนังสือและสมุดตามตารางเรียนให้ครบ
        - เตรียมเครื่องมือการเรียนให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ปากกาลบคำผิดและอื่นๆ
        - ถ้ายังไม่ง่วงจนเกินไปก็ควรเปิดตำราอ่านก่อนล่วงหน้า  เพราะจะทำให้เราทราบว่าวิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
        - นอนพักผ่อนให้เพียงพอ  เวลาตื่นนอนตอนเช้าจะได้รู้สึกสดชื่นสมองปลอดโปร่ง  เมื่อถึงเวลาที่เราเข้าฟังการบรรยายในห้องเรียนสิ่งที่เราควร
วัตถุประสงค์ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
        1. เพื่อแสวงความรู้ที่มีอย่างไม่สิ้นสุดในโลกนี้
        2. รายได้เฉลี่ยของผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
        3. ผู้จบมหาวิทยาลัยได้งานที่ดีกว่า ทั้งลักษณะงานบรรยากาศการทำงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้รับ
        4. อัตราผู้ว่างงานที่ไม่จบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้เรียนจบมหาวิทยาลัย
        5. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งรายได้ระหว่างผู้ที่จบมหาวิทยาลัยกับผู้ไม่จบมหาวิทยาลัยแตกต่างกันมากในระยะยาวยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น
        6. ผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้น้อยเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยสามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้มากแต่ไม่เรียนจบมหาวิทยาลัย
        7. การทำงานในระดับสูงจำเป็นต้องมีความรู้ระดับสูงและความรู้นั้นมีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้นการจะเป็นผู้นำหรือเอาชนะผู้อื่นได้ต้องมีความรู้ที่สูงกว่าหรือมากกว่า
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
        แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปซึ่งมีอยู่ 3 ประการได้แก่
        1. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
        2. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
        3. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
แนวความคิดที่ ๑สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
        มหาวิทยาลัยถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลาตามแนวความคิดที่ ๑ นี้เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้นกล่าวคือ เป็นการอบรมให้นิสิตนักศึกษามีความเป็นปัญญาชน มีความรอบรู้สามารถพิจารณาทั้งกรณีโลกและกรณีธรรมและสามารถใช้สติปัญญาคิดอ่านโดยชอบธรรมหากนิสิตนักศึกษาพิจารณาแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแต่อย่างใด
        ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ได้ให้ความหมายของคำว่า ศิลปวิทยาไว้ หมายถึง ศิลปะและวิชาการ จึงเห็นได้ว่าถ้อยคำดังกล่าวมิได้หมายความเพียงความรู้ทางด้านศิลปะหรือความรู้ทางด้านวิชาการแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องประกอบไปด้วยความรู้ทั้งทางด้านศิลปะและด้านวิชาการเข้าด้วยกันจึงจะเป็นความรู้ในศิลปะวิทยาที่สมบูรณ์
แนวความคิดที่ ๒วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
        นอกจากมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแล้วมหาวิทยาลัยยังมีบทบาทที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ศิลปวิทยามีความก้าวหน้าและแตกฉานยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วยโดยมหาวิทยาลัยต้องกลั่นกรองจากการพิจารณาพลวัตในวิวัฒนาการของความคิดและกิจกรรมของบุคคลสถาบัน และกลไกที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาในระยะยาวโดยมีการสรุปและประมวลผลว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมหาวิทยาลัยยังขาดตกบกพร่องในทางศิลปวิทยาอย่างไรบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป           
แนวความคิดที่ ๓อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
        การให้บริการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยถือได้ว่าเป็นการอำนวยประโยชน์อย่างหนึ่งให้แก่สังคมโดยตรงได้เช่นกันกล่าวคือ ทำให้ประชาชนในประเทศมีความรู้สูงขึ้นในระดับปัญญาชนเมื่อประชาชนมีความรู้สูงขึ้นแล้ว การก่ออาชญากรรมก็ลดน้อยลงสังคมจะประกอบด้วยผู้มีความรู้เป็นจำนวนมากนำพาให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญและก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
        ในทางกลับกัน ก็หาเป็นเช่นที่กล่าวข้างต้นเสมอไปไม่เนื่องจากเมื่อคนในสังคมมีความรู้สูงขึ้น แต่หากไม่มีจริยธรรมประจำตนแล้วก็จะหาความสงบและสันติในสังคมนั้นไม่ได้ มีการแก่งแย่งชิงดีเกิดขึ้นภายในสังคมก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวสูงและอาจเป็นที่มาของการเกิดคอรัปชั่นภายในบ้านเมืองนั้นๆ ได้เช่นกัน
11.      ฐานะทางครอบครัว หมายถึงรายได้ของบิดามารดารวมกันในแต่ละเดือนหรือรายได้ของผู้ปกครองที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวปานกลางและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสูง






บทที่ 3

บทที่3
วิธีการดำเนินการวิจัย
        งานวิจัยปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนสงวนหญิงมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการโครงการดังนี้
        1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
        2) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ
        3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
        4) สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
        1. ประชากร
        ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โรงเรียนสงวนหญิงมีจำนวนทั้งหมด 366คน
        2. กลุ่มตัวอย่าง
        โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6โรงเรียนสงวนหญิงจำนวน 50 คนจากนักเรียน 5แผนการเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ
        ในการทำวิจัยครั้งนี้ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ
        ตอนที่ 1ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ อายุ  เพศ ระดับชั้นผลการเรียนโดยผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตามความเป็นจริง ( Check-list )   
ตอนที่ 2เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยในการเลือกเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา แบ่งออกเป็น 3ตอน คือ 2.1มหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษามากที่สุด  2.2ความคิดเห็นของนักเรียนต่อมหาวิทยาลัย  2.3ปัจจัยในการเลือกสถานศึกษามีระดับประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของลิเคิร์ท(Likert Scales)
5 หมายถึงมากที่สุด

4 หมายถึง มาก
3 หมายถึง ปานกลาง
2 หมายถึง น้อย



1 หมายถึง น้อยที่สุด

ตอนที่ 2.4 ด้านอิทธิพลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจตอนที่ 2.5  ปัจจัยด้านสุขภาพ
ตอนที่ 3สถานภาพทางครอบครัว  ได้แก่สถานภาพครอบครัว รายได้หลักของครอบครัวมาจากใครความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวรายได้ผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน
 ตอนที่ 4ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
การเก็บรวบรวมข้อมูล
        ผู้จัดทำได้ดำเนินการเก็บข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้อย่างเป็นขั้นตอนดังนี้
        1. ผู้จัดทำทำการแจงแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30ชุดโดยให้ผู้ตอบ  แบบสอบถามกรอกแบบสอบถามด้วยตนเอง
        2. การเก็บรวบรวมแบบสอบถามผู้จัดทำได้เก็บรวบรวมแบบสอบถาม จำนวน50ชุด ด้วยตนเอง
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล
        ทำการวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโดยใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้   
        ค่าสถิติพื้นฐาน  ได้แก่ ร้อยละ(Percentage) การหาค่าเฉลี่ย และการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)



บทที่ 4

บทที่  4
ผลการดำเนินงาน
        งานวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลการดำเนินงานวิจัยดังนี้
       1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม
       2) การวิเคราะห์ความคิดเห็น
       3)สถานภาพทางครอบครัว มีรายละเอียดดังนี้

ตอนที่ 1 ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
ตารางที่ 4.1 แสดงจำนวนร้อยละปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล
จำนวน = (N)
ร้อยละ %
เพศ
-หญิง
-ชาย

50
0

100
0
รวม
50
100
อายุ
-17ปี
-18ปี

23
27

46
54
รวม
50
100
แผนการเรียน
-วิทย์-คณิต
-ศิลป์-คำนวณ
-ศิลป์จีน
-ศิลป์ญี่ปุ่น
-ไทย-สังคม

10
10
10
10
10

20
20
20
20
20

50
100
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
-1.00-1.99
-2.00-2.99
-3.00-4.00


0
21
29

0
42
58
รวม
50
100



        จากตารางที่ 4.1 แสดงปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นนักเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
        เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 00 จำนวน 0 คน เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 100 จำนวน 50 คน
        เมื่อจำแนกตามอายุพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มี อายุ 17 ปี คิดเป็นร้อยละ 46จำนวน 23 คน อายุ18 ปี คิดเป็นร้อยละ 54 จำนวน 27คน
        เมื่อจำแนกตามการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม อยู่ในระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6แผนกการเรียน วิทย์-คณิตคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์คำนวณ คิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์จีนคิดเป็นร้อยละ 20จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ศิลป์ญี่ปุ่นคิดเป็นร้อยละ 20 จำนวน 10 คน
แผนกการเรียน ไทย-สังคมคิดเป็นร้อยละ 20 จำนวน 10 คน
        เมื่อจำแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีผลการเรียนอยู่ที่ 2.00-2.99 คิดเป็นร้อยละ 42 จำนวน 21 คน  3.00-4.00 คิดเป็นร้อยละ 58 จำนวน 29 คน

ตอนที่ 2 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย
ตารางที่ 4.1 มหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุด

รายชื่อมหาวิทยาลัย
จำนวน ( N=50 )
ร้อยละ%
1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9
18
2.มหาวิทยาลัยมหิดล
1
2
3.มหาวิทยาลัยศิลปากร
1
2
4.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
15
30
5.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19
38
6.มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ
3
6
7.มหาวิทยาลัยนเรศวร
2
4
รวม
50
100


        จากตารางที่ 4.1 แสดงมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการเข้าศึกษาต่อมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
        เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้ามากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 38 จำนวน 19 คนรองลงมาคือ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นร้อยละ 30 จำนวน 15 คน รองลงมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเป็นร้อยละ 18 จำนวน 9 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 6 จำนวน 3 คน มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดเป็นร้อยละ 4 จำนวน 2 คน มหาวิทยาลัยมหิดล คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน มหาวิทยาลัยศิลปากร คิดเป็นร้อยละ 2 จำนวน 1 คน และ ตามลำดับ

ตาราง 4.2 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย xและส่วนเบี่ยงพิมพ์สมการที่นี่งเบนมาตรฐาน (S.D) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้านคิดเห็นของนักเรียนต่อ  มหาวิทยาลัย โดยภาพรวม

รายการประเมิน
ระดับความคิดเห็น
x
(S.D)
แปลผล
1.ข้าพเจ้ารู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้
4.22
0.74
มาก
2.ได้รับการแนะนำจากผู้ปกครอง
3.16
0.93
ปานกลาง
3.ได้รับการแนะนำจากเพื่อน
3.74
0.75
มาก
4.ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่
3.58
1.01
มาก
5.ได้รับการแนะนำจากครู
3.50
0.86
ปานกลาง
6.ได้รับข่าวสารข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากสื้อต่างๆ
3.28
0.88
ปานกลาง
7.พอใจกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัย
3.24
0.96
ปานกลาง
8.จบมาแล้วจะมีงานรองรับ
3.38
0.99
ปานกลาง
9.รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
3.36
0.90
ปานกลาง
10.กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในด้านดีเสมอ
3.57
0.79
มาก
11.ความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่าย
3.42
0.76
ปานกลาง
12.ข้าพเจ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้
3.34
0.69
ปานกลาง



        จากตารางที่ 4.2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (x= 4.22) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมากที่สุด คือ 1.รู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 4.22)
2.ได้รับการแนะนำจากเพื่อนมีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.74) 3.ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.58)4.กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในด้านดีเสมอมีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x= 3.57)          5.ได้รับการแนะนำจากครูมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.50)
6.ความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.42) 7.จบมาแล้วจะมีงานรองรับมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.38) 8.รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง                    (x= 3.36)9.ข้าพเจ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.34)10. ได้รับข่าวสารข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากสื้อต่างๆค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.28)11.พอใจกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.24)12.ได้รับการแนะนำจากผู้ปกครองมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง (x= 3.16)ตามลำดับ

ตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6ด้านความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยต่อผู้เข้าศึกษา
ปัจจัยการเลือกสถานศึกษา
ระดับความคิดเห็น
x
(S.D.)
แปลผล
1.ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
3.28
1.33
ปานกลาง
2.คุณภาพทางการศึกษา
2.86
1.26
ปานกลาง
3.การให้โค้วต้าล่วงหน้าก่อนaddmission
3.28
1.31
ปานกลาง
4.การประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัย
3.02
1.41
ปานกลาง
5.จำนวนบัณฑิตที่ได้ทำงาน
2.96
0.92
ปานกลาง
6.มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม
2.52
1.39
ปานกลาง
7.อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป
2.84
1.08
ปานกลาง
8.มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สังคม
3.08
1.07
ปานกลาง
9.หลักสูตรที่ปิดสอนมีความเหมาะสมและน่าสนใจ
3.22
1.09
ปานกลาง
10.สถานศึกษามีความสวยงาม
3.20
1.12
ปานกลาง
11.มีการจัดการบริการที่ดี
3.10
1.11
ปานกลาง
12.ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษา
3.06
1.13
ปานกลาง
          จากตารางที่ 4.3 กลุ่มตัวอย่างต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ย (x= 3.28)
           เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย ระดับมากที่สุดคือข้อ1.ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ย (x= 3.28) รองลงมาคือข้อ 3.การให้โค้วต้าล่วงหน้าก่อนaddmission มีค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.28) 9.หลักสูตรที่ปิดสอนมีความเหมาะสมและน่าสนใจค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.22) 10.สถานศึกษามีความสวยงามค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.20) 11.มีการจัดการบริการที่ดีค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.10) 8.มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สังคมค่าเฉลี่ยปานกลาง(x= 3.08) 12.ค่าใช้จ่ายในสถานศึกษาค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.06) 4.การประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัยค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 3.02)         5.จำนวนบัณฑิตที่ได้ทำงานค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 2.96) 2.คุณภาพทางการศึกษาค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 2.86) 7.อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปค่าเฉลี่ยปานกลาง(x= 2.84) 6.มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมค่าเฉลี่ยปานกลาง (x= 2.52) ตามลำดับ

ตารางที่ 4.4ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6ปัจจัยด้านสุขภาพ
รายการประเมิน
ระดับความคิดเห็น
x
(S.D.)
แปลผล

1.ปัญหาการมองเห็น
1.00
0.00
น้อยที่สุด
2.ปัญหาการได้ยิน
1.02
0.14
น้อยที่สุด
3.ปัญหาการออกเสียง
1.06
0.24
น้อยที่สุด
4.ปัญหาโรคประจำตัว
1.10
0.30
น้อยที่สุด
จากตารางที่ 4.4กลุ่มตัวอย่างปัจจัยด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุดมีค่าเฉลี่ย (x=1.10)
        เมื่อทำการพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านสุขภาพ ระดับมากที่สุดคือ4.ปัญหาโรคประจำตัวมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.10)และรองลงมา3.ปัญหาการออกเสียงมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด  (x= 1.06)2.ปัญหาการได้ยินมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.02)  1.ปัญหาการมองเห็นมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x= 1.00)ตามลำดับ



ตอนที่ 3 สถานภาพทางครอบครัว
ปัจจัยทางสถานภาพ
จำนวน (n=50)
ร้อยละ
1.      สถานภาพครอบครัว
-บิดา -มารดาอยู่ด้วยกัน
-บิดา-มารดา หย่าร้าง
-บิดา-มารดาคนหนึ่งเสียชีวิตหรือทั้งคู่

32
12
6

64
24
12
2.      รายได้หลักของครอบครัว
-หัวหน้าครอบครัว
-สามี/ภรรยา
-บิดา-มารดา
-บุตร/หลาน
-พี่น้อง
-ลุงป้าน้าอา


0
0
50
0
0
0

0
0
100
0
0
0
3.      ความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในครอบครัว
3.1   ครอบครัวของท่านมีรายได้เท่าไหร่
-รายรับมากกว่ารายจ่าย
-รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน
-รายรับน้อยกว่ารายจ่าย
3.2 ครอบครัวของท่านมีหนี้สินหรือไม่
     - ไม่มี
     -มีน้อย
     -มีปานกลาง
     -มีมาก



13
31
6

15
28
5
3



26
62
12

30
56
10
6
4.      รายได้ผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน
-น้อยกว่า 5000 บาท
-5000-10000 บาท
-10000-20000 บาท
-มากกว่า30000 บาท

8
12
16
14

16
24
32
28
          จากตารางที่ 4.1 แสดงสถานภาพทางครอบครัวของกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนสงวนหญิงผู้วิจัยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
          เมื่อจำแนกตามสถานภาพครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มี บิดา-มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ64จำนวน 32 คนบิดา-มารดาหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12คนและบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต หรือทั้งคู่ คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คน
          เมื่อจำแนกรายได้หลักของครอบครัวพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้หลักมาจากบิดามารดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00 จำนวน 50คน รองลงมาคือ หัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 0
จำนวน 0คน สามี/ภรรยา คิดเป็น0จำนวน 0คน และ ลุง/ป้า/น้า/อา คิดเป็นร้อยละ0จำนวน 0คน
        เมื่อจำแนกตามความเพียงพอของรายได้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของครอบครัวแบ่ง3ข้อ พบว่า คือ
        เมื่อจำแนกตามครอบครัวของท่านมีรายได้เป็นอย่างไร พบว่า  รายรับ-รายจ่ายพอๆกัน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62จำนวน 31คนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นร้อยละ 12จำนวน 6คนและรายรับมากกว่ารายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 26จำนวน 13คน
เมื่อจำแนกตามหนี้สินของครอบครัวพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีหนี้สินระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 10 จำนวน5คน รองลงมาคือ มีน้อยคิดเป็นร้อยละ 56จำนวน 28คน มีมากคิดเป็นร้อยละ 6จำนวน 3คน และไม่มีคิดเป็นร้อยละ 30จำนวน 15คน
เมื่อจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือน 10000-20000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32จำนวน 16คน รองลงมาคือ 5000-10000 บาทคิดเป็นร้อยละ 24จำนวน 12 คน และ มากกว่า 30000บาท คิดเป็นร้อยละ28จำนวน 14คน และ น้อยกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16จำนวน 8คน