ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสงวนหญิง
วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
รูปการนำเสนอโครงงาน
รูปการนำเสนอโครงงานเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
หัวข้องานวิจัย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
ชื่อคณะผู้วิจัย น.ส.พัชราภรณ์ เรืองทอง
น.ส.มานัสนันท์ มีอินทร์
น.ส.ณัฐสุดา เพ็งหาจิตต์
น.ส.สุธิดา หลิมทิพย์
กลุ่มสาระ การศึกษาค้นคว้าและหาองค์ความรู้
ปีการศึกษา 2556
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธำรงค์
จันทรอมรพร
อาจารย์ประจำวิชา อาจารย์ธเนศ บริสุทธิ์
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกตัดสินใจในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6ของโรงเรียนสงวนหญิง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6จำนวน5แผนการเรียนได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(simple
random sampling) จากจำนวนแผนการเรียน 5 แผน
เป็นจำนวนนักเรียน 366 คน จาก 5
แผนการเรียน จำนวนแผนการเรียนละ 10 คน เป็นจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ(rating scale) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (reliability) เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงบนมาตรฐาน โดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โปรแกรม Microsoft
Excel Stat12 Rating5Scale
ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยรายด้านจากน้อยไปหามาก
คือ ปัจจัยด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านเพื่อน
สรุปผลและวิจารณ์ จากการศึกษาพบว่าปัจจัยในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายอาทิเช่นปัจจัยด้านสถานภาพทางครอบครัวที่สามารถบ่งบอกถึงการส่งเสริมให้บุตรได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ด้านเพื่อนคือทำให้พบว่าเพื่อนมีอิทธิพลในการเลือกตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ
และส่วนด้านสุขภาพพบว่าผลของสุขภาพมีอิทธิพลต่อการเข้าศึกษาต่อในบางคณะของมหาวิทยาลัยทีได้กำหนดไว้
เช่น ความสูง น้ำหนัก เป็นต้น
กิตติกรรมประกาศ
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดีโดยได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างยิ่งจากคุณครูธำรง
จันทรอมรพร และคุณครูธเนศ บริสุทธิ์ ที่ได้ให้คำปรึกษา
ข้อเสนอแนะตลอดจนตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ถูกต้องด้วยดีมาตลอด
และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ทำให้งานวิจัยฉบับนี้
มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้นคณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
คณะผู้วิจัย
บทที่ 1
บทที่1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัฒน์และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งในการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงของยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่เป็นนักศึกษาที่มีคุณภาพหรือมีความสามารถทั้งทางด้านวิชาการและทางปฏิบัติ
เพื่อให้ตามทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก
สถานศึกษาต่างๆจึงจัดหลักสูตรเพื่อเน้นให้นักเรียนมีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต(ไพฑูรย์ สินลารัตน์ 2549:1)ซึ่งการที่นักเรียนจะมีความสมบูรณ์ในด้านต่างๆครบทุกด้านนั้น
จะต้องใช้การตัดสินใจในการเลือกในด้านที่ตนเองชอบแล้วเลือกที่จะศึกษาต่อในสาขานั้น
ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางครอบครัว และเพื่อน
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็ต้องสมบูรณ์ไปด้วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้
คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต (ธีระศักดิ์ พรมฉาย 2552:9)
ซึ่งส่งผลการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
การที่นักเรียนจะมีความรู้ความสามารถในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพนักเรียนต้องเริ่มจากการฝึกฝนทักษะโดยเริ่มจากตนเอง
ได้แก่ ด้านร่างกาย ต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรง
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ด้านจิตใจ ต้องทำสุขภาพจิตให้แจ่มใสไม่เครียด
ด้านสติปัญญา และความรู้ต้องมีความกระตือรือร้น
ฝึกสังเกตสิ่งต่างๆรอบข้างเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆอยู่เสมอ
ด้านคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนจะต้องมีประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านวัฒนธรรม
นักเรียนต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีจิตใจที่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอันจะทำให้นักเรียนมีความสมบูรณ์ครบทุกด้านตามหลักสูตรที่สถานศึกษากำหนดไว้
และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อออกไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต
จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้มีการจัดทำโครงงานวิจัย
เรื่อง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนสงวนหญิง เพื่อนำผลของการวิจัยมาใช้แก้ไขและพัฒนาต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
สมมุติฐานการวิจัย
1.ครอบครัวมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6
2.เพื่อนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6
3.สุขภาพมีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6
ขอบเขตการวิจัย
กลุ่มประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนสงวนหญิง จาก5แผนการเรียนห้องละ
10 คนจำนวน50 คน
กลุ่มตัวอย่าง
เป็นนักเรียนทุกแผนการเรียนจำนวน 5 แผน เช่น 6/1 ,6/3,6/5,6/6,6/7
ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย
ในแต่ละแผนการเรียนทั้ง 5 แผน แผนละ 1
ห้อง ห้องละ 10 คน
ตัวแปรต้น ครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ
ฐานะทางครอบครัว เพื่อน
ตัวแปรตาม
เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทำให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจ
ทั้งแบบสอบถาม และแบบสำรวจ
มีปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุด
2. สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสำรวจไปเผยแพร่และเอาไปใช้ประโยชน์ในสถานศึกษาไป
นิยามศัพท์เฉพาะ
1.
ฐานะทางครอบครัว หมายถึงรายได้ของบิดามารดารวมกันในแต่ละเดือนหรือรายได้ของผู้ปกครองที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย
แบ่งเป็น 3 ระดับ
ได้แก่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ
ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวปานกลางและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสูง
2.
เพื่อน หมายถึง ผู้ที่รักใครชอบพอกันแล้วกระทำความดีต่อกัน
เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่เลือกเพศวัย ความรู้ชาติ ศาสนา ผู้ร่วมธุระ
ผู้อยู่ในสภาพ ลักษณะเดียวกัน
3.
สุขภาพหมายถึงระดับของประสิทธิภาพเชิงการทำงานของสิ่งมีชีวิตสำหรับมนุษย์นั้นโดยทั่วไปและตามนิยามขององค์การอนามัยโลกหมายถึงสภาวะอันสมบูรณ์ของภาวะทางกาย
จิต จิตวิญญาณ
และสังคมของบุคคลอันมิได้หมายถึงความปราศจากโรคหรือความบกพร่องเพียงอย่างเดียวแม้นิยามนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในประเด็นของความไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนหรือประเด็นปัญญาที่ตามมาจากการใช้คำว่า
"สมบูรณ์" ก็ตามแต่ก็ยังเป็นนิยามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดอยู่
4.
นักเรียน หมายถึง ผู้ศึกษาในสถานศึกษาทั้งหมดในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา
บทที่ 2
บทที่2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในบทนี้เป็นการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6โดยสรุปถึงเนื้อหาของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ดังนี้
1)
ความหมายของมหาวิทยาลัย
2) ประเภทของมหาวิทยาลัย
3) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
4) แนวคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
2) ประเภทของมหาวิทยาลัย
3) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
4) แนวคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
5)ฐานะทางครอบครัว
ความหมายของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย หมายถึงสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลากหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตรอนุปริญญาหรือปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
วิทยาลัยหมายถึง สถานที่ที่มีวิทยาการมหาแปลว่ายิ่งใหญ่คำว่ามหาวิทยาลัยจึงหมายถึงสถานที่ที่มีวิทยาการที่ยิ่งใหญ่
ประเภทของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.มหาวิทยาลัยของรัฐบาล สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ มหาวิทยาลัยรัฐ คือสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับอุดหนุนงบประมาณส่วนใหญ่จากรัฐโดยผ่านรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น
ในประเทศไทยหมายถึงสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (เดิมคือทบวงมหาวิทยาลัย) ประกอบด้วยทั้ง มหาวิทยาลัยจำกัดรับในระบบราชการ เช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ฯลฯ มหาวิทยาลัยจำกัดรับนอกระบบราชการ (สถาบันอุดมศึกษาในกำกับขอรัฐบาล) เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี,๒๕๕๕:ออนไลน์)
2.มหาวิทยาลัยของเอกชน
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน คือสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดทำการเรียนการสอนภายใต้การบริหารของหน่วยงานเอกชน
ในประเทศไทยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา การวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม โดยหลักสูตรที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนนั้นหลังจากได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วจะส่งหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถบรรจุเข้ารับราชการในอัตราเงินเดือนเทียบเท่ากับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
วิธีการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพการเตรียมตัวก่อนไปเรียนนักศึกษาควรจะต้อง
- จัดหนังสือและสมุดตามตารางเรียนให้ครบ
- เตรียมเครื่องมือการเรียนให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ปากกาลบคำผิดและอื่นๆ
- ถ้ายังไม่ง่วงจนเกินไปก็ควรเปิดตำราอ่านก่อนล่วงหน้า เพราะจะทำให้เราทราบว่าวิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาตื่นนอนตอนเช้าจะได้รู้สึกสดชื่นสมองปลอดโปร่ง เมื่อถึงเวลาที่เราเข้าฟังการบรรยายในห้องเรียนสิ่งที่เราควร
วัตถุประสงค์ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
1. เพื่อแสวงความรู้ที่มีอย่างไม่สิ้นสุดในโลกนี้
2. รายได้เฉลี่ยของผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
3. ผู้จบมหาวิทยาลัยได้งานที่ดีกว่า ทั้งลักษณะงานบรรยากาศการทำงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้รับ
4. อัตราผู้ว่างงานที่ไม่จบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้เรียนจบมหาวิทยาลัย
5. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งรายได้ระหว่างผู้ที่จบมหาวิทยาลัยกับผู้ไม่จบมหาวิทยาลัยแตกต่างกันมากในระยะยาวยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น
6. ผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้น้อยเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยสามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้มากแต่ไม่เรียนจบมหาวิทยาลัย
7. การทำงานในระดับสูงจำเป็นต้องมีความรู้ระดับสูงและความรู้นั้นมีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้นการจะเป็นผู้นำหรือเอาชนะผู้อื่นได้ต้องมีความรู้ที่สูงกว่าหรือมากกว่า
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปซึ่งมีอยู่ 3 ประการได้แก่
1. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
2. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
3. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
แนวความคิดที่ ๑สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
มหาวิทยาลัยถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลาตามแนวความคิดที่ ๑ นี้เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้นกล่าวคือ เป็นการอบรมให้นิสิตนักศึกษามีความเป็นปัญญาชน มีความรอบรู้สามารถพิจารณาทั้งกรณีโลกและกรณีธรรมและสามารถใช้สติปัญญาคิดอ่านโดยชอบธรรมหากนิสิตนักศึกษาพิจารณาแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแต่อย่างใด
ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ได้ให้ความหมายของคำว่า “ศิลปวิทยา” ไว้ หมายถึง ศิลปะและวิชาการ จึงเห็นได้ว่าถ้อยคำดังกล่าวมิได้หมายความเพียงความรู้ทางด้านศิลปะหรือความรู้ทางด้านวิชาการแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องประกอบไปด้วยความรู้ทั้งทางด้านศิลปะและด้านวิชาการเข้าด้วยกันจึงจะเป็นความรู้ในศิลปะวิทยาที่สมบูรณ์
แนวความคิดที่ ๒วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
นอกจากมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแล้วมหาวิทยาลัยยังมีบทบาทที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ศิลปวิทยามีความก้าวหน้าและแตกฉานยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วยโดยมหาวิทยาลัยต้องกลั่นกรองจากการพิจารณาพลวัตในวิวัฒนาการของความคิดและกิจกรรมของบุคคลสถาบัน และกลไกที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาในระยะยาวโดยมีการสรุปและประมวลผลว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมหาวิทยาลัยยังขาดตกบกพร่องในทางศิลปวิทยาอย่างไรบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป
แนวความคิดที่ ๓อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
การให้บริการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยถือได้ว่าเป็นการอำนวยประโยชน์อย่างหนึ่งให้แก่สังคมโดยตรงได้เช่นกันกล่าวคือ ทำให้ประชาชนในประเทศมีความรู้สูงขึ้นในระดับปัญญาชนเมื่อประชาชนมีความรู้สูงขึ้นแล้ว การก่ออาชญากรรมก็ลดน้อยลงสังคมจะประกอบด้วยผู้มีความรู้เป็นจำนวนมากนำพาให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญและก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในทางกลับกัน ก็หาเป็นเช่นที่กล่าวข้างต้นเสมอไปไม่เนื่องจากเมื่อคนในสังคมมีความรู้สูงขึ้น แต่หากไม่มีจริยธรรมประจำตนแล้วก็จะหาความสงบและสันติในสังคมนั้นไม่ได้ มีการแก่งแย่งชิงดีเกิดขึ้นภายในสังคมก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวสูงและอาจเป็นที่มาของการเกิดคอรัปชั่นภายในบ้านเมืองนั้นๆ ได้เช่นกัน
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน คือสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดทำการเรียนการสอนภายใต้การบริหารของหน่วยงานเอกชน
ในประเทศไทยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา การวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม โดยหลักสูตรที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนนั้นหลังจากได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วจะส่งหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถบรรจุเข้ารับราชการในอัตราเงินเดือนเทียบเท่ากับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับห้องมหาวิทยาลัย
วิธีการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพการเตรียมตัวก่อนไปเรียนนักศึกษาควรจะต้อง
- จัดหนังสือและสมุดตามตารางเรียนให้ครบ
- เตรียมเครื่องมือการเรียนให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ปากกาลบคำผิดและอื่นๆ
- ถ้ายังไม่ง่วงจนเกินไปก็ควรเปิดตำราอ่านก่อนล่วงหน้า เพราะจะทำให้เราทราบว่าวิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาตื่นนอนตอนเช้าจะได้รู้สึกสดชื่นสมองปลอดโปร่ง เมื่อถึงเวลาที่เราเข้าฟังการบรรยายในห้องเรียนสิ่งที่เราควร
วัตถุประสงค์ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
1. เพื่อแสวงความรู้ที่มีอย่างไม่สิ้นสุดในโลกนี้
2. รายได้เฉลี่ยของผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
3. ผู้จบมหาวิทยาลัยได้งานที่ดีกว่า ทั้งลักษณะงานบรรยากาศการทำงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้รับ
4. อัตราผู้ว่างงานที่ไม่จบมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้เรียนจบมหาวิทยาลัย
5. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งรายได้ระหว่างผู้ที่จบมหาวิทยาลัยกับผู้ไม่จบมหาวิทยาลัยแตกต่างกันมากในระยะยาวยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น
6. ผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้น้อยเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยสามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวมีรายได้มากแต่ไม่เรียนจบมหาวิทยาลัย
7. การทำงานในระดับสูงจำเป็นต้องมีความรู้ระดับสูงและความรู้นั้นมีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้นการจะเป็นผู้นำหรือเอาชนะผู้อื่นได้ต้องมีความรู้ที่สูงกว่าหรือมากกว่า
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
แนวความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปซึ่งมีอยู่ 3 ประการได้แก่
1. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
2. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
3. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
แนวความคิดที่ ๑สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้น
มหาวิทยาลัยถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลาตามแนวความคิดที่ ๑ นี้เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมขึ้นกล่าวคือ เป็นการอบรมให้นิสิตนักศึกษามีความเป็นปัญญาชน มีความรอบรู้สามารถพิจารณาทั้งกรณีโลกและกรณีธรรมและสามารถใช้สติปัญญาคิดอ่านโดยชอบธรรมหากนิสิตนักศึกษาพิจารณาแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแต่อย่างใด
ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ได้ให้ความหมายของคำว่า “ศิลปวิทยา” ไว้ หมายถึง ศิลปะและวิชาการ จึงเห็นได้ว่าถ้อยคำดังกล่าวมิได้หมายความเพียงความรู้ทางด้านศิลปะหรือความรู้ทางด้านวิชาการแต่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องประกอบไปด้วยความรู้ทั้งทางด้านศิลปะและด้านวิชาการเข้าด้วยกันจึงจะเป็นความรู้ในศิลปะวิทยาที่สมบูรณ์
แนวความคิดที่ ๒วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้นไป
นอกจากมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการสอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยาที่ยอดเยี่ยมขึ้นแล้วมหาวิทยาลัยยังมีบทบาทที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ศิลปวิทยามีความก้าวหน้าและแตกฉานยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วยโดยมหาวิทยาลัยต้องกลั่นกรองจากการพิจารณาพลวัตในวิวัฒนาการของความคิดและกิจกรรมของบุคคลสถาบัน และกลไกที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาในระยะยาวโดยมีการสรุปและประมวลผลว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมหาวิทยาลัยยังขาดตกบกพร่องในทางศิลปวิทยาอย่างไรบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป
แนวความคิดที่ ๓อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม
การให้บริการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยถือได้ว่าเป็นการอำนวยประโยชน์อย่างหนึ่งให้แก่สังคมโดยตรงได้เช่นกันกล่าวคือ ทำให้ประชาชนในประเทศมีความรู้สูงขึ้นในระดับปัญญาชนเมื่อประชาชนมีความรู้สูงขึ้นแล้ว การก่ออาชญากรรมก็ลดน้อยลงสังคมจะประกอบด้วยผู้มีความรู้เป็นจำนวนมากนำพาให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญและก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในทางกลับกัน ก็หาเป็นเช่นที่กล่าวข้างต้นเสมอไปไม่เนื่องจากเมื่อคนในสังคมมีความรู้สูงขึ้น แต่หากไม่มีจริยธรรมประจำตนแล้วก็จะหาความสงบและสันติในสังคมนั้นไม่ได้ มีการแก่งแย่งชิงดีเกิดขึ้นภายในสังคมก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวสูงและอาจเป็นที่มาของการเกิดคอรัปชั่นภายในบ้านเมืองนั้นๆ ได้เช่นกัน
11.
ฐานะทางครอบครัว
หมายถึงรายได้ของบิดามารดารวมกันในแต่ละเดือนหรือรายได้ของผู้ปกครองที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย
แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ
ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวปานกลางและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสูง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







